จิตใจ

ถ้าเชื่อว่าทุกสิ่งในโลกนี้ ไม่ใช่เหตุบังเอิญ เราได้พบกันจากบุญเก่า….. ที่ทำร่วมกันมา และจะได้อยู่ด้วย หรือ จากกันไป อยู่ที่บุญในปัจจุบัน…. ที่สร้างร่วมกัน แต่สุดท้าย ไม่ว่าจะช้าหรือเร็ว ก็ต้องจากกัน ไม่ว่าจะจากเป็น หรือจากตาย ก็ต้องจากกัน เมื่อได้มีโอกาสอยู่ด้วยกัน จงทำดีต่อกันไว้ให้มากๆ เพราะหนึ่งช่วงชีวิตคน มันไม่ได้ยาวเลย และสาเหตุที่พอได้มาอยู่ด้วยกันแล้ว การจะทำดีต่อกันกลายเป็นเรื่องยาก นั่นเพราะ…. 1.ความเคยชิน 2.ความคาดหวัง ความเคยชินจะทำให้เราเกรงใจเขาน้อยลง ส่วนความคาดหวัง จะทำให้เราไม่มองสิ่งที่เขาเป็น แต่มองเขาแบบที่เราอยากให้เขาเป็น คนสองคน คือคนสองคน เขาไม่ใช่เรา และเราก็ไม่ใช่เรา จงวางใจให้เป็นรักที่ปรารถนาดีต่อกัน มอบความซื่อสัตย์ไว้วางใจให้แก่กัน ให้เกียรติและเคารพในการตัดสินใจซึ่งกันและกัน สื่อสารกันในทางบวก และคอยให้กำลังใจกัน สร้างบุญปัจจุบันให้เสมอกัน ……..,……………………………………………… และเหนือสิ่งอื่นใด หากไม่มีใคร ก็ยังมีตัวเราที่รักคุณที่สุดอยู่นั่นเอง

Read

ตั้งแต่เด็กจนโต เราถูกสอนให้รับรู้ว่าเวลาเดินไปข้างหน้า เรามีวันเกิดเป็นวันเริ่มต้น แต่เราไม่เคยนึกถึงวันสุดท้ายที่เราจะมีชีวิตอยู่ที่นี่ ตารางกิจกรรมในแต่ละวันของเรา ไล่เรียงตั้งแต่ชั่วโมงแรกของวัน เราต่างนับว่าเวลาผ่านไปแล้ว กี่ชั่วโมง กี่นาที เพื่อที่จะผ่านไปในแต่ละวัน แน่นอน เป็นเรื่องปกติที่ทุกคนคุ้นชิน เรามีเวลา 24 ชั่วโมงเท่ากัน เราใช้เวลา 24 ชั่วโมงเท่ากัน บางครั้งเราก็ทำอะไรที่ดูเหมือนไร้่สาระ เพื่อฆ่าเวลา และรอคอยในสิ่งที่ยังไม่มาถึง เราถูกจัดเรียงการรับรู้ ให้รู้ว่าเวลาเดินไปข้างหน้า แต่เมื่อเราได้อยู่ในจุดที่อยู่ในสิ่งที่เราชื่นชอบและหลงใหล หรือเมื่อใครบางคนทีี่มีความหมายต่อชีวิตเรา กำลังจะจากไป เรากลับเสียดาย แทบจะขาดใจ และเริ่มนับเวลาที่เหลืออยู่ ใช่ นับเวลาที่เหลือ นี่คือจุดที่เวลานั้นเดินถอยหลัง แต่ทุกอย่างจะเริ่มต้นจากจุดนี้ การนับเวลาที่เหลืออยู่ เป็นการจัดเรียงการรับรู้ของเวลาขึ้นมาใหม่ เราลองกำหนด “เส้นตาย” ของสิ่งที่เราจะทำขึ้นมา แล้วเปลี่ยนเวลาที่มอง ว่าตอนนี้เราเหลือเวลาสำหรับงานสิ่งนี้ กี่ชั่วโมง กี่นาที ลองเริ่มจากสิ่งง่ายๆใกล้ตัว สิ่งที่เรารู้สึกว่าอยากทำ แต่ไม่ยอมลงมือทำสักที “การนับเวลาที่เหลืออยู่ เป็นการจัดเรียงการรับรู้ของเวลาขึ้นมาใหม่” ร่างกายและสมองเรานั้นฉลาดมาก และมันจะเลือกให้เราทำสิ่งที่คุ้นเคยอยู่แล้ว แล้วเราเองก็มักชอบทำสิ่งที่คุ้นเคยอยู่แล้ว การมองเวลาถอยหลัง เป็นการคิดจากอีกด้าน สมองจะรับรู้ว่ามีเส่้นตายกำหนดอยู่ในสิ่งที่เราทำ สมองจะนับเวลาที่เหลือ และคุณจะทราบได้เอง […]

Read

มนุษย์คือแหล่งผลิตพลังงานเคลื่อนที่ ตลอดวัน ตลอดเวลา และตลอดชีวิต พลังงานนี้มาจากไหน มาจากความนึกคิดของเรานั่นเอง ลองจินตนาการถึง มิติที่มนุษย์ไม่มีกายเนื้อ ถ้านึกไม่ออกลองนึกถึงมนุษย์ที่มีลำตัวโปร่งๆ ใสๆ ไม่มีเพศ และไม่ใช่การสื่อสารโดยการพูด ใช่ นั่นคือมิติทางพลังงาน เป็นมิติที่ไม่ได้ใช้ตารับรู้ เพราะถึงเราจะรู้ว่า ลม เป็นพลังงานอย่างหนึ่ง แต่เราก็มองไม่เห็น เว้นแต่ว่าลมนั้นมีกำลังมากและมีรูปแบบการหมุนที่แน่นอน เช่นลมพายุ ที่สามารถหอบทุกสิ่งทุกอย่างทำให้เราเห็นเป็นรูปร่างของพายุหมุน แต่อย่าลืมว่า เราไม่ได้เห็นตัวลมจริงๆอยู่ดี เราเห็นพลังของมันที่หอบเอาข้าวของต่างๆขึ้นไปตามแนวการหมุนของมันต่างหาก ดังนั้นการรับรู้ทางตาจึงมีข้อจำกัดที่ไม่สามารถรับรู้มิติทางพลังงานได้ มนุษย์ลำตัวใสๆนี้ เดินไปมาทั่วโลก ส่งคลื่นความคิดต่างๆออกมารอบตัว เมื่อไม่ต้องอาศัยการพูด จึงใช้การส่งคลื่นความคิดอย่างเดียว เอาล่ะ ทีนี้ เรานำกายหยาบกลับเข้ามาใส่ในมนุษย์เหล่านี้ แน่นอน หน้าตาเขาก็คือมนุษย์โลก เขาก็คือเรา เราก็คือเขานั่นเอง เราต่างไม่รู้ตัวว่าความคิดเราคือพลังงาน ที่สามารถส่งออกไปรอบๆตัวเรา มีผลต่อจักรวาลน้อยๆที่ล้อมรอบตัวเรา พลังงานในทางลบ ไม่ว่าจะเป็นความโกรธ เกลียด อาฆาต โทสะ โลภะ โมหะ เป็นพลังที่ฝังแรง ดึงดูดคู่แค้นคู่อาฆาตแต่ชาติปางไหน ไม่ว่าจะไกลแสนไกลก็ได้ดึงดูดเข้ามาเจอ ถ้าเรามองวิญญาณในมิติของพลังงาน เราจะไม่สงสัยการมีอยู่ของวิญญาณเลย เพราะวิญญาณแค่ไม่ได้มีกายหยาบ แต่เป็นพลังงานอย่างหนึ่ง […]

Read